เวลาลูกเริ่มตามเพื่อนไม่ทัน สิ่งที่พ่อแม่หลายคนทำเป็นอย่างแรกคือให้ทำโจทย์เพิ่ม หรือเพิ่มเวลาอ่านหนังสือ แต่ในหลายกรณีวิธีนี้กลับทำให้แย่ลง เพราะถ้าน้องยังไม่เข้าใจฐานของเรื่องนั้น การทำเพิ่มคือการฝึกวิธีคิดที่ผิดซ้ำๆ และทำให้น้องยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้
สัญญาณที่บอกว่าน้องกำลังตามไม่ทัน
- ทำการบ้านนานผิดปกติ หรือต้องมีคนนั่งข้างๆ ตลอดถึงจะทำได้
- ตอบได้เฉพาะข้อที่เหมือนตัวอย่างเป๊ะๆ พอเปลี่ยนตัวเลขหรือสำนวนโจทย์ก็ไปต่อไม่ได้
- เริ่มเลี่ยงวิชานั้น บอกว่าไม่ชอบ หรือบอกว่า 'ไม่มีการบ้าน' บ่อยขึ้น
- คะแนนตกเฉพาะบางวิชา ในขณะที่วิชาอื่นยังปกติดี
- พูดถึงตัวเองในเชิงลบ เช่น 'หนูโง่เลข' หรือ 'ยังไงก็ทำไม่ได้อยู่ดี'
สาเหตุที่พบบ่อย (และมักไม่ใช่เรื่องความขี้เกียจ)
1. มีช่องว่างของพื้นฐานจากปีก่อน
วิชาที่เนื้อหาต่อยอดกันอย่างคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ถ้าพลาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไป จะส่งผลต่อทุกเรื่องที่ตามมา เช่น น้องที่ยังไม่คล่องเศษส่วนตั้งแต่ ป.5 จะไปติดที่ร้อยละ อัตราส่วน และโจทย์ปัญหาทั้งหมดใน ป.6 ทั้งที่ 'เนื้อหาปีนี้' ไม่ได้ยากเกินตัวเลย
2. ความเร็วในห้องเรียนไม่ตรงกับความเร็วของน้อง
ห้องเรียนต้องเดินตามค่าเฉลี่ยของทั้งห้อง เด็กที่ต้องการเวลาคิดนานกว่านิดเดียวก็ตามไม่ทันแล้ว ทั้งที่ถ้าให้เวลาเพิ่มอีกหน่อยก็เข้าใจได้ดีเท่ากัน
3. ไม่กล้าถามเวลาไม่เข้าใจ
เด็กจำนวนมากไม่ยกมือถามเพราะกลัวเพื่อนมองว่าตามไม่ทัน พอปล่อยไว้หลายคาบ ช่องว่างก็สะสมจนกลายเป็นก้อนใหญ่ที่ไม่รู้จะเริ่มถามตรงไหนแล้ว
4. วิธีเรียนยังไม่เหมาะกับตัวเอง
บางคนเข้าใจได้ดีเมื่อเห็นภาพหรือได้ลงมือทำ แต่ถูกสอนด้วยการฟังบรรยายอย่างเดียว การเปลี่ยนวิธีอธิบายให้ตรงกับที่น้องรับได้ บางครั้งแก้ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มเวลาเรียนเลย
สิ่งที่ผู้ปกครองเริ่มทำได้เองที่บ้าน
- หาให้เจอก่อนว่าติดตรงไหนจริงๆ — ให้น้องลองอธิบายวิธีทำให้ฟังทีละขั้น จุดที่น้องอธิบายไม่ได้คือจุดที่ขาด ไม่ใช่ข้อที่ตอบผิด
- ย้อนกลับไปเก็บฐานก่อน อย่าฝืนดันเนื้อหาปัจจุบัน — เสียเวลาสองสัปดาห์เพื่อกลับไปเก็บของเก่า ดีกว่าดันไปข้างหน้าอีกสามเดือนแบบไม่เข้าใจ
- ตั้งเป้าเป็นความเข้าใจ ไม่ใช่คะแนน — เปลี่ยนคำถามจาก 'สอบได้เท่าไหร่' เป็น 'วันนี้เข้าใจอะไรเพิ่ม'
- ชมที่ความพยายามและวิธีคิด — ชมว่า 'หนูลองวิธีใหม่ด้วยนี่' ได้ผลระยะยาวกว่าชมว่า 'หนูเก่งมาก'
- อย่าเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อน — การเทียบทำให้น้องโฟกัสที่การปกป้องตัวเอง แทนที่จะโฟกัสที่การเรียน
เมื่อไหร่ที่ควรหาคนช่วยเพิ่ม
ถ้าลองช่วยที่บ้านแล้ว 3-4 สัปดาห์ยังวนอยู่ที่เดิม หรือเวลาสอนกันเองแล้วจบด้วยการหงุดหงิดใส่กันบ่อยๆ จนเริ่มกระทบความสัมพันธ์ นั่นเป็นจังหวะที่ควรให้คนนอกเข้ามาช่วย ข้อดีของติวเตอร์ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่คือการที่น้องกล้าบอกว่า 'ไม่เข้าใจ' กับคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ได้ง่ายกว่า
การเรียนตัวต่อตัวช่วยได้ตรงจุดในกรณีแบบนี้ เพราะทั้งคาบใช้ไปกับช่องว่างของน้องคนนี้เท่านั้น ติวเตอร์เห็นวิธีคิดทุกขั้นและปรับความเร็วได้ตามที่น้องไหว ต่างจากห้องเรียนที่ต้องเดินตามค่าเฉลี่ย